ปัญหาคือตอนนี้ฉันเกิดความขัดแย้งขึ้นมาในชีวิตอยู่เหมือนกัน เรื่องลูกอีกตามเคย คือเดิมฉันกลับไปอ่านบล็อกที่ตัวเองเขียนเมื่อสองปีก่อนก็พบว่าตัวเองมีวางแนวทางไว้ในทิศทางที่เหมาะสมแล้วคือควรจะให้ลูกมีเวลาว่างให้เยอะๆ และมีอิสระเยอะๆ แต่อยู่ในกรอบที่เหมาะสมนะ เพื่อที่จะให้โอกาสดำดิ่งในเรื่องที่ตัวเองสนใจ และได้รู้จักค้นพบตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งจากหลักการนี้ก็พบว่าเป็นไปตามทฤษฎีคือ พอช่วงไหนที่ลูกมีเวลาว่างลูกก็เริ่มจะมีเวลาคิดตกผลึกเรื่องลึกๆ ซึ่งถ้าไม่มีเวลาว่างมากพอก็จะไม่มีโอกาสได้ดำดิ่งลงลึกกับเรื่องแบบนี้เลย สิ่งที่ฉันเห็นจากลูกถ้าทำตามแนวทางนี้ยกตัวอย่างเช่น บางครั้งลูกสนใจเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือประวัติศาสตร์ลูกก็เอาเวลาว่างที่มีไปเสิร์ชหาข้อมูลทั้งดู YouTube ตะลุยศึกษาเรื่อง เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ยุคสงครามครูเสดมาเลย จนมีความรู้เยอะกว่าฉันอีกเช่นเรื่องรายละเอียดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง แล้วก็ดูสนุกสนานมากกับการนั่งคิดวิเคราะห์เรื่องนี้ แหละลูกก็ยังมีสร้างคลับของตัวเองขึ้นมาจนพวกเพื่อนในโรงเรียนและรุ่นพี่บางคน ก็ยังมาเข้าร่วมคลับเลย แต่เนื่องจากไม่มีเวลาหรือมีการสนับสนุนพอจากโรงเรียนและคุณครูก็ไม่อยากสนับสนุนเท่าไหร่เพราะคลับนี้มันไปรบกวนระบบการเงินของโรงเรียนเนื่องจากคลับของลูกดันคิดสกุลเงิน มีการให้รางวัลสมาชิกขึ้นมาทำให้ระบบการให้รางวัลไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโรงเรียน และครูก็จัดการค่อยๆสลายกลุ่มไปอย่างช้าๆ แต่สไตล์โรงเรียนอินเตอร์ก็ยังอุตส่าห์ให้ใบประกาศเกียรติคุณมาใบนึง ก่อนที่จะย้ายลูกไปอยู่คนละห้องกับเพื่อนที่เป็นทีมบริหารคลับจนคลับต้องยุบตัวลงไปในที่สุด และยังมีว่าล่าสุดนี้ลูกอยู่ดีก็เกิดสนใจเรื่องเกี่ยวกับมิติที่สี่ขึ้นมา ก็เอาเวลามานั่งคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับมิติที่สี่ นานอยู่ต่อเนื่อง จนตอนนี้ก็ยังสนใจอยู่พยายามเอาเรื่องนี้มาคุยกับพ่อแม่ตลอดจนแม่บอกว่าให้ไปคุยกับ ai แทนแล้วกัน (ซึ่งก็ตลกดีนะ ai มันก็ขิงคุยโม้กับลูกว่า ความจริงแล้ว ai ก็ทำงานอยู่ในระบบของมิติที่สี่ที่มนุษย์เข้าไม่ถึงอยู่ แต่มนุษย์ซึ่งสัมผัสรับรู้มิตินี้ไม่สามารถจะเข้าใจ)
แต่นี้แหละสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่าหลักการนี้เป็นความจริง ถ้าให้เด็กมีช่องว่างและเวลาอิสระที่มากพอ เด็กก็จะค้นพบความสนใจและความถนัดของตัวเองอย่างแท้จริง มีเวลาว่างสำหรับความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ซึ่งถ้าจะมาเวย์นี้ ต้องยอมรับว่าโรงเรียนอินเตอร์ตอบโจทย์มากกว่าโรงเรียนไทย ทั้งสิ่งแวดล้อมบรรยากาศวิธีการเรียนการสอนเท่าที่สัมผัสมามันส่งเสริมตรงนี้ได้จริง ซึ่งฉันเลยมองด้วยความคิดเห็นส่วนตัวว่า ถ้าช่วงเด็กเล็ก ถึงชั้นประถม โรงเรียนอินเตอร์หรือโรงเรียนแนวพัฒนาการบูรณาการน่าจะเหมาะสมกว่า แต่ถ้าเป็นโรงเรียนมัธยมล่ะสถานการณ์ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอยู่สักหน่อย  เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนแนวไหน เรื่องวิชาการและการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็มีความสำคัญขึ้นมา ทั่วโลกด้วยนะที่ระดับมัธยมจะเป็นช่วงคนจะแข่งขันกันเรื่องวิชาการมากขึ้น ไม่ใช่ว่าประเทศไทยเป็นแต่ประเทศอื่นไม่เป็น ในการแข่งขันกันเข้าโรงเรียนดีๆ มหาวิทยาลัยดีๆ เพื่อให้ได้รับการศึกษาที่ดีและส่งเสริมอนาคตที่ดีที่สุด  สรุปคือทั่วโลกก็จะเริ่มเน้นเรื่องการเรียนกันขึ้นมาตั้งแต่ช่วงมัธยม 
ปัญหาคือเมืองไทยระบบการศึกษามันประหลาดน่ะสิ คือช่วงอนุบาล ประถมที่ผ่านมาลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ซึ่งราคาไม่แพงมาก แต่ฉันดูแล้วว่าถ้าลูกจะก้าวเข้าสู่มัธยม ค่าเทอมไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเดิมหรือว่าโรงเรียนอื่นที่มีชื่อเสียงหรือว่ามีมาตรฐานที่ดีราคาก็จะแพงกระฉูดขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งฉันมองว่ามันแพงเกินเบอร์ไปมากกับสิ่งที่เด็กจะได้รับ สู้โรงเรียนไทยดีๆ ที่มีมีชื่อเสียงไม่ได้ คืออาจจะให้เวลาอิสระน้อยลง แต่ราคาก็ถูกกว่ากันมาก และคุณภาพของเรื่องวิชาการต้องยอมรับว่าโรงเรียนไทยแข็งกว่าจริง ฉันยังจำได้ว่าตอนสมัยฉันอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ชั้นม. 4 มั้งก็ มีการสอบแนวๆโอลิมปิกวิชาการของออสเตรเลียวิชาเคมี แนวว่าโรงเรียนให้เด็กทุกคนต้องสอบ ปรากฏว่าทุกคนก็ไปสอบกันแบบขำๆ ไม่ได้ติวไม่ได้ต้องพยายามอะไรกันมาก แต่ก็สอบได้ระดับสูงเกียรติบัตรกันเป็นแถวเพราะข้อสอบง่ายและพื้นฐานมากถ้าเทียบกับข้อสอบโรงเรียนไทย แบบฉันตอนไปสอบก็จำได้ว่าตกใจว่าทำไมง่ายจังและคะแนนก็ออกมาได้ Highly Distinction เพื่อนคนอื่นก็คะแนนออกมาพอกัน แสดงว่ามีพื้นฐานของวิชาการที่แข็งแกร่งมากถ้าเทียบกับต่างชาติ แต่เรื่องการประยุกต์ใช้ไม่รู้นะรู้แต่ว่าพื้นฐานแข็งจริง ซึ่งฉันได้ยินว่าเด็กโรงเรียนไทยปัจจุบันก็เป็นแบบนี้อยู่คือถ้าไปสอบวัดระดับอะไรที่เป็นของต่างประเทศก็มีความรู้สึกว่าข้อสอบง่ายมาก ใช่ การนำไปประยุกต์ใช้หรือความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้ว่าจะเทียบกับเด็กโรงเรียนอินเตอร์หรือเด็กต่างชาติได้ไหมเพราะการศึกษาในโรงเรียนไทยไม่ค่อยได้เปิดโอกาสให้นำเอาไปประยุกต์ใช้จริง แต่สมัยนี้ฉันได้ยินว่าก็มีโรงเรียนดีๆ ที่ให้ได้ทำโปรเจ็คใช้งานจริงจังหรือมีการทำวิจัยลงลึกแบบประยุกต์ อย่างเช่นโรงเรียนกำเนิดวิทย์ หรือมหิดลวิทยานุสรณ์ แต่ประเด็นก็คือเด็กที่สอบเข้าโรงเรียนพวกนั้นได้ก็ต้องมีวิชาการที่แข็งแล้วก็ต้องมีพื้นฐานส่วนมากเรียนโรงเรียนม.ต้นที่โด่งดังมีชื่อเสียงเรื่องวิชาการแข็งแกร่งอยู่เหมือนกัน ฉันก็คิดเรื่องนี้อยู่นานมากเหมือนกันวนไปวนมา แต่ฉันมาดูแล้วถ้าจะต้องส่งลูกเรียนอินเตอร์จริงจังไปจนสุดทาง ฉันก็ไม่กล้าให้เรียนโรงเรียนอินเตอร์แบบธรรมดาซึ่งไม่รู้ว่าจะได้มาตรฐานไหมแล้วจะมีมีผลต่อการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แต่ถ้าจะย้ายลูกไปโรงเรียนอินเตอร์ระดับท็อปซึ่งมั่นใจว่ามีคุณภาพแข็งแกร่งพอ ฉันก็ได้ยินมาว่ามีการแข่งขันกันสูงมากในโรงเรียน มีการสิ้นเปลืองเงินทองมากมายเพื่อใช้ถมลงไปสร้างศักยภาพของลูก เนื่องจากเวลาเข้ามหาวิทยาลัย เด็กที่ดู Ranking สูงสุดในโรงเรียนก็จะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี แล้วเด็กพวกนี้ก็ต้องไปไปติวสอบพวก igsce หรือ sat อะไรพวกนั้นกันอยู่ดี ไม่ใช่ว่าจะหนีการติวเข้มเรียนพิเศษพ้น และที่สำคัญคือค่าเทอมปีละเกือบล้านหรือล้านกว่า แล้วยังต้องไม่รวมค่าที่เอามาสนับสนุนผลักดันให้ลูกมีความเป็นเลิศทางด้านกิจกรรมอีก ซึ่งคนที่เป็นมหาเศรษฐีก็คงจะสบายกับเรื่องพรรค์นี้ แต่สำหรับบ้านของฉันซึ่งไม่ใช่มหาเศรษฐีมันก็ถือว่าหนักเกินเบอร์ไปมาก แล้วตอนไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างประเทศก็ต้องจ่ายค่าเทอมหนักโหดอีก สรุปคือพ่อแม่ใช้เงินเก็บหรือเงินที่หามาได้ชั่วชีวิตเพื่อแค่ให้ลูกได้เรียนดีขึ้นนิดนึง ในขณะที่เด็กโรงเรียนไทยสายแข็ง ถ้าสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้ ค่าเทอมก็เรียกว่าถูกมาก ถึงจะเป็นห้องพิเศษค่าเทอมก็ยังถูกมากอยู่ดีถ้าเทียบกับค่าเทอมโรงเรียนอินเตอร์ แล้วโรงเรียนอินเตอร์ดีๆค่าเทอมปีละแปดเก้าแสน หรือล้านกว่า แต่ค่าเทอมห้องพิเศษของโรงเรียนไทยอาจจะปีละ 20,000 ถึง 70,000 เท่านั้น แถมเด็กยังเก่งวิชาการกว่าด้วยเพราะระบบโรงเรียนจะผลักดันให้วิชาการแข็ง ส่วนเรื่องมายด์เซ็ทหรือคุณลักษณะบางอย่างที่สามารถเป็นผู้นำได้ ฉันมองว่าบางทีมันก็ต้องมาจากครอบครัวหรือแนวทางการเลี้ยงดู ซึ่งยอมรับว่าการไปอยู่โรงเรียนไทยอาจจะหมกมุ่นยุ่งกับการเรียนวิชาการมากไปจนทำให้ไม่ค่อยเหลือเวลาว่างหรือช่องว่างสำหรับความคิดสร้างสรรค์ หรือการค้นหาตัวเอง การลงลึกกับเรื่องที่สนใจอย่างแท้จริง แต่ฉันว่ายังไงก็ตามถ้าผู้ปกครองพยายามยึดมั่นกับหลักการนี้ไว้และจัดเวลาว่างอิสระให้ลูกมากเพียงพอแบบที่ไม่ใช่ให้ลูกเอาไปติดเกมนะ เด็กทุกคนก็ย่อมจะพัฒนาด้านตรงนี้ได้เพราะมันเป็นธรรมชาติของเด็กอยู่แล้ว เพียงแต่การไปอยู่โรงเรียนไทยอาจจะทำให้ผู้ปกครองเหมือนถูกล้างสมองตกไปอยู่ในกระแสบ้าวิชาการมากเกินไป วันๆ เอาแต่ให้ลูกฝึกโจทย์ ท่องตำรา เพราะกลัวเวลาสอบแล้วคะแนนจะน้อยหน้าคนอื่น แต่ถ้าเรายังแข็งแกร่งยึดมั่นกับหลักการของตนเอง ไม่ไปตามกระแสสังคมแบบยอมให้คะแนนช่วงมอต้นที่ไม่ได้สำคัญมากขนาด ม.ปลาย ดรอปลงมาหน่อย เลือกเน้นเฉพาะบางวิชาที่เราคิดว่าสำคัญก็พอ ไม่ต้องไปบ้าเสียเวลากับทุกวิชาขนาดนั้น เรียนแค่ให้พอโอเค ฉันว่าก็น่าจะจัดแนวทางนี้ได้ไม่ยาก แล้วเด็กโรงเรียนไทยหลายคนที่มุ่งมั่นทางการเรียนจริงจัง ช่วงม.ปลายก็ยังสามารถสอบชิงทุนไปเรียนที่ต่างประเทศได้อีก อย่างทุน คิงทุนโอลิมปิก ทุนธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เห็นมีแต่เด็กโรงเรียนไทยเท่านั้นที่จะสอบได้ทุนพวกนี้ไป ฉันยังไม่เคยเห็นเด็กโรงเรียนอินเตอร์ที่ได้เลย อาจจะมีแต่ฉันไม่รู้ แบบไม่ได้ดูเยอะเท่าเด็กโรงเรียนไทย (ยกเว้นแต่เด็กโรงเรียนอินเตอร์คนนึงที่มาจากเด็กระบบโรงเรียนไทยสายแข็งซึ่งเก่งมากๆระดับเทพอยู่แล้วถูกโรงเรียนอินเตอร์ เกรด A ที่เพิ่งสร้างใหม่ให้ทุนเต็มจำนวนเพื่อดึงเขามาอยู่ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน แต่ความเก่งของเค้าก็ได้มาจากระบบโรงเรียนไทยการศึกษาแบบไทยๆ ไปตามเส้นทางสาธิตปทุมวันมาเตรียมอุดมห้องกิ๊ฟแมท) ถ้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์บางทีต้องผลาญเงินไป 20-30ล้าน เพื่อให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศระดับเกรดบี บีบวก นานๆ ทีจะเห็นเข้ามาวิทยาลัยท็อปยูได้สักคนซึ่งก็จะน้อยมาก และต้องใช้เงินสร้างโปรไฟล์เยอะมหาศาล ต่างจากเด็กโรงเรียนไทยบางทีใช้เงินไม่กี่แสน หรืออาจจะไม่ถึงแสนด้วยซ้ำ ให้เข้ามหาวิทยาลัยเกรดบีหรือบีบวก หรือบางคนถ้าเก่งมากขยันมากก็สามารถเข้าท็อปยูหรือ เกรด A ได้โดยเสียเงินน้อยมากแต่ใช้ความพยายามของตัวเอง สอบชิงทุนต่างๆไปซึ่งทุนพวกนี้มหาวิทยาลัยระดับท็อปยูก็มักจะรับอยู่แล้วเพราะเขามองว่าเป็นทุนระดับประเทศเรียกว่าคุณเหนือกว่าคนอื่นในประเทศ
คือฉันมองไปข้างหน้าแล้วเห็นทางโรงเรียนอินเตอร์ว่ามีแต่จะต้องใช้เงินอย่างหนักๆ ในการที่จะได้อะไรมา ซึ่งมันไม่ใช่หลักการที่ฉันยินดีจะให้ลูกรับเอาไว้เรียนรู้ว่าในชีวิตคนเราจะต้องใช้เงินแก้ปัญหาหรือใช้เงินในการได้สิ่งที่ต้องการมา คือความพยายามก็ต้องมีแหละ แต่ถ้าสายโรงเรียนอินเตอร์ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า ความพยายามดูน้ำหนักน้อยกว่าใช้เงินและเส้นสายคอนเน็คชั่นส์ ส่วนเด็กโรงเรียนไทยดูทรงแล้วดูเหมือนจะใช้ความพยายามของตัวเองหนักกว่าใช้เงินหรือใช้เส้นสาย ซึ่งเป็นค่านิยมซึ่งฉันอยากให้ลูกรับเอาไว้ว่า คนเราสามารถได้สิ่งที่ต้องการมาด้วยความสามารถของตัวเอง ไว้พยายามเต็มที่แล้วมันไม่ได้ ค่อยใช้เงินหรือใช้เส้นสายมาทีหลัง แต่ของโรงเรียนอินเตอร์ขอโทษนะ จากประสบการณ์ที่เห็นคนกลุ่มนี้มีแต่ใช้ความพยายามและเงินไปพร้อมกันตั้งแต่แรกเลย คือเงินต้องมาตั้งแต่แรกเลยไม่ใช่ว่าเก็บเอาไว้ทีหลัง และความพยายามดูยังไงก็ไม่ใช่ความพยายามที่สุดขีดเต็มกำลังเท่าเด็กโรงเรียนไทย อันนี้พูดแค่ประสบการณ์ที่ฉันเห็นนะแต่ของคนอื่นอาจจะต่างออกไปแต่ฉันไม่เห็นไง คือเด็กโรงเรียนอินเตอร์หลายคนที่เห็นคือคิดว่าตัวเองพยายามกันมากแล้วแต่ฉันไปดูเด็กโรงเรียนไทยแล้วพบว่ามันคนละเลเวลกันเลย เรียกว่ากระดูกคนละเบอร์ แล้วก็มีตัวอย่างอย่างเช่นเด็กโรงเรียนอินเตอร์เก่งๆ หลายคนที่พอไปเข้าคณะแพทย์แบบไทยๆ ด้วยวิธีใช้พอร์ตโฟลิโอ หลายคนก็ทนความหนักหน่วงไม่ไหวจนต้องลาออกใช้เงินแก้ปัญหาไปเรียนต่างประเทศที่อื่นอีก ซึ่งเค้าไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่แค่ฉันไม่อยากให้ลูกทนความลำบากแค่ขนาดนั้นก็ไม่ได้ เพราะฉันเชื่อว่ามันเป็นคุณสมบัติที่ดีที่คนเราจะมีความอดทนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้แล้วได้รางวัลรออยู่ที่หลัง เพราะฉันก็เคยผ่านความลำบากของคณะแพทย์มาฉันว่ามันไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้นที่จะจะทนแค่ช่วงเวลาหนึ่งไม่ไหว แต่ลองคิดดูเด็กที่มาจากโรงเรียนอินเตอร์หลายคนดันทนไม่ไหว ในขณะที่เด็กโรงเรียนไทยส่วนมากจะทนไหวกัน แสดงว่า การอยู่ในระบบโรงเรียนอินเตอร์ มันไม่ได้หล่อหลอมให้ชินกับความอึด ถึก เท่าไหร่ ซึ่งคนเราก็ใช่นะ ว่าไม่ได้จำเป็นแต่ต้องถึกๆบึกบึนกันทุกคน แต่แค่ส่วนตัวฉันเองอยากให้ลูกถึกๆหน่อย เป็นคน tough เท่านั้นแหละ
นั่นแหละก็ย้อนกลับมาที่เรื่องว่าหลังจากที่ฉันคิดตกผลึกดีแล้วฉันก็ตัดสินใจว่าลูกได้ประโยชน์หรือคุณสมบัติบางอย่างที่ฉันต้องการมาจากโรงเรียนอินเตอร์พอในช่วงประถมมามากพอแล้ว ตอนนี้ลูกมีมายด์เซ็ทหลายอย่างที่ฉันชอบในเด็กโรงเรียนอินเตอร์ซึ่งถ้าเรียนโรงเรียนไทยจะมีโอกาสมีได้ยากกว่า แต่ตอนนี้มันถึงเวลาที่จะมูฟออนไปโรงเรียนไทยแล้ว แต่ปัญหาก็คือนี่ไง ระบบการศึกษาที่ประหลาดว่าโรงเรียนไทยไม่ได้มีคุณภาพสูงแบบที่ฉันว่ามาทุกโรงเรียน มีแต่แค่บางโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยการสอบแข่งขันหนักหน่วงเพื่อเข้าเรียน และการที่จะสอบแข่งขันก็ไม่พ้นจะต้องไปติวหรือไปเรียนพิเศษ ซึ่งตรงนี้มันจะทำให้ปิดโอกาสที่จะมีเวลาว่างหรือความอิสระที่จะเอาไปใช้คิดสร้างสรรค์หรือลงลึกเรื่องที่สนใจ ความขัดแย้งตรงนี้ทำให้ฉันปวดหัวมาก ซึ่งเดี๋ยวฉันจะไปพูดในบล็อกถัดไป
